1. รับ อาสาสมัคร งานเขียนรีวิว ReviewBuri ต้องการอาสาสมัครในโครงการที่จะสร้างสังคมแห่งการรีวิวรูปแบบใหม่ ที่ไม่ต้องเป็นกูรู ไม่ต้องเขียนเก่ง ก็แบ่งปันประสบการณ์ได้ คลิกอ่านรายละเอียดเลย

Mr.001

ผู้ว่าฯรีวิวบุรี

ผู้ดูแลเมือง
Mr.001 เคลื่อนไหวล่าสุด:
23 มิถุนา 2017 at 18:16:34
  • รีวิวKoboyama Park Matsumoto : เดินทางลำบาก

    ให้คะแนน:
    2/5,
    (แย่)
    ไม่ค่อยแนะนำสำหรับสวนแห่งนี้นะครับ เนื่องจากการเดินทางที่ค่อนข้างยุ่งยาก ขาไปอาจนั่งแท็กซี่ไปได้ แต่ขากลับหาแท็กซี่ยากมาก คือจะหาแท็กซี่ที่ขึ้นมาบนเขาคงยาก พอจะเดินลงเขาไปเองก็หลงอีก มีทางแยกหลายจุดดูแล้วงง อีกด้านหนึ่งของเขาเป็นถนนใหญ่ มีรถยนต์วิ่งเยอะ แต่ก็ไม่ค่อยมีแท็กซี่ ส่วนรถเมล์ผมไม่ได้หาข้อมูลมา ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีหรือเปล่า และนั่งสายอะไร ถ้าใครจะนั่งรถเมล์ คงต้องศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนนะครับ

    ตัวสวนตั้งอยู่บนเขาแต่ มีถนนให้รถวิ่งขึ้นมาถึงที่สวนเลย ไม่มีการเก็บค่าผ่านประตู ขนาดสวนไม่ใหญ่มาก เดินแป๊บเดียวก็หมด พวกเรามาถึงในช่วงที่ซากุระร่วงไปพอสมควรแล้ว แต่ดูทรงแล้วต่อให้มาช่วงพีค ก็ไม่น่าจะมีอะไรมากมาย เดินขึ้นเนินไปนิดหน่อยก็ถึงยอดบนสุดแล้วครับ จะเห็นตัวเมืองและเทือกเขา Japan Alps อยู่ด้านหลัง ส่วนตัวรู้สึกเฉยๆกับวิวนะครับ ไม่ได้น่าตื่นเต้นอะไรมากมาย

    ภาพวิวจากบนยอดเขาครับ
    [​IMG]

    ภาพภายในสวน อาจดูหลอกตาเหมือนซากุระเยอะ แต่จริงๆคือร่วงไปเยอะแล้วครับ
    [​IMG]

    รีวิวทั้งหมด ของทริปซากุระ 2015

    รีวิวเทศการชมซากุระ อุทยาน Takato : งามจับใจ

    ให้คะแนน:
    5/5,
    (สุดยอด)
    ข้อเด่น - เป็นจุดชมซากุระที่งดงามมาก
    ข้อด้อย - การเดินทางไปกลับใช้เวลามาก และต้องต่อรถหลายต่อ
    สวยงาม ประทับใจมากครับ ต้นซากุระเยอะมาก พวกเราโชคดีที่ไปในช่วงที่ยังพีคอยู่ เดินเข้าไป เจอดอกซากุระครึ้มไปหมดเลย (แต่จริงๆเทียบกับที่เห็นในโบชัวร์ ที่เราไปถือว่าร่วงไประดับนึงแล้วนะครับ ถ้าได้มาเร็วกว่านี้คงยิ่งฟินไปกันใหญ่)

    ที่ Takato จะบานช้ากว่าที่อื่นแม้ว่าจะอยู่ในภูมิภาคจูบุ คือราวกลางๆเดือนเมษานะครับ สาเหตุเพราะอยู่ในพื้นที่สูงของจังหวัด Nagano อากาศหนาวเย็นกว่าพื้นราบครับ

    ตัวสวนถือว่าไม่เล็กมาก แต่ใจก็อยากให้ใหญ่กว่านี้ จะได้ใช้เวลาอยู่ที่ให้นานๆหน่อย

    เรื่องการเดินทางมีความยุ่งยากนิดหน่อยตรงที่ต้องนั่งรถไฟถึง 2 ชั่วโมง แล้วต้องต่อรถบัสอีก ตรงต่อรถบัสนี่อาจเป็นปัญหา เพราะถ้าพลาดอาจต้องรอนาน อย่างไงก็เช็คตารางรถให้ดีก่อนนะครับ

    ถ้าอยากประหยัดเวลาเที่ยว แนะนำให้ออกแต่เช้ามืด หาซื้ออะไรไปกินบนรถไฟนะครับ เพราะใช้เวลาเดินทางจากเมืองมัตสึโมโตะค่อนข้างนาน

    ภายในมีการเปิดซุ้มขายอาหารด้วยแนะนำให้ลองชิมดูครับ อร่อยหลายอย่าง

    [​IMG]

    [​IMG]

    ดูภาพและข้อมูลเพิ่มเติม รวมถึงแหล่งชมซากุระอื่นๆ ในช่วงกลางเดือนเมษาได้ในกระทู้นี้ครับ: แนะนำจุดชมซากุระ สำหรับคนไปช่วงสงกรานต์

    รีวิวทั้งหมด ของทริปซากุระ 2015

    รีวิววิธีรับมือตัวเขมือบความตั้งใจในตัวคุณ : ชื่อไม่โดน แต่ เนื้อหาโดน

    ให้คะแนน:
    5/5,
    (สุดยอด)
    ข้อเด่น - อัดแน่นด้วยยุทธวิธีต่างๆในการเอาชนะใจตนเอง
    - ใช้ถ้อยคำที่อ่านง่าย นักแปลก็แปลดี
    - มีแต่เนื้อ ไม่มีน้ำ
    ข้อด้อย - หาไม่เจอ
    ครั้งแรกที่ผมเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มนี้บนแผง สายตาผมก็กวาดผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพราะชื่อมันดูธรรมดาๆ พวกหนังสือชื่อขึ้นต้น ด้วย วิธีอย่างนู้น วิธีอย่างนี้ มันมีเยอะแยะมากมายเต็มร้านหนังสือ แต่ว่าอย่าให้ชื่อมาบดบังเนื้อหาดีๆที่ซ่อนอยู่ในหนังสือเล่มนี้ครับ

    คำว่า "ตัวเขมือบความตั้งใจ" โดยส่วนตัวผมเองเรียกว่า "เจ้าตัวขี้เกียจ" กับ "เจ้าตัวขึ้แพ้" ซึ่งมันสิงสถิตอยู่ในตัวเรา ประหนึ่งพลังที่สิงสถิตกับอัศวินเจได แต่เจ้าตัวเขมือบจะคอยหยุดยั้งเราจากการลงมือทำสิ่งต่างๆที่เราตั้งใจอยากจะทำ หรือแม้จะลงมือทำแล้ว ก็ยังอุตส่าห์มาคอยบั่นทอนกำลังใจ และกล่อมให้เราเลิกล้มซะกลางคัน หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้เรารู้ทันใจของเราเองมากขึ้น พร้อมทั้งแนะวิธีต่างๆนาๆที่จะรับมือกับมัน

    ตอนที่อ่านเนื้อหาที่บรรยายถึงนิสัยแย่ๆ ในตัวเรา บางทีผมรู้สึกอย่างกะว่าตัวเองเผลอไปเขียนสารภาพนิสัยตัวเองไว้ในหนังสือเล่มนี้ คือมันโดนหมดเลย มองในอีกแง่หนึ่ง การที่สามารถเขียนออกมาได้ขนาดนี้ ผมเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่าผู้เขียนก็มีนิสัยแย่ๆ แบบเดียวกับผมนี่แหละ :ahaah: และยิ่งไปกว่านั้น ที่หน้าปกมีระบุ "หนังสือพัฒนาตนเองอันดับหนึ่งจากประเทศเยอรมันนี" ก็แสดงว่า ชาวเยอรมันที่ขึ้นชื่อในเรื่องความมีระเบียบวินัย ก็คงไม่ต่างจากคนส่วนใหญ่บนโลกนี้ สิ่งที่ต่างกันก็คงอยู่ที่พวกเค้ามีวิธีรับมือ "เจ้าตัวเขมือบ" ที่ดีกว่านั่นเอง

    ตัวอย่างหนึ่ง ที่ว่าช่วยทำให้เรารู้ทันใจของตัวเองมากขึ้น เช่น คำว่า "เอาไว้จะลดน้ำหนัก" "เอาไว้จะจัดห้อง" "เอาไว้จะ......นู่น นี่ นั่น" ในหนังสือระบุไว้เลยว่า ถ้าขึ้นต้นด้วย "เอาไว้จะ" แปลว่า "จะไม่มีวันได้ทำ" เพราะคำว่า "เอาไว้จะ" เป็นวิธีการที่แสนแยบยลของเจ้าตัวเขมือบที่ใช้หลอกตัวเราเอง เพื่อผัดผ่อนสิ่งที่เราตั้งใจจะทำออกไปเรื่อยๆอย่างไม่มีกำหนด วิธีการรับมือกับเรื่องนี้ก็คือ ต้องระบุเวลาที่ชัดเจนลงไปเลย ว่าจะเริ่มลงมือทำเมื่อไหร่

    นอกจากนี้หนังสือยังแนะวิธีการอื่นๆอีกมากมาย เช่น เมื่อตั้งใจจะทำอะไรแล้ว ให้ประกาศให้คนรอบตัวรู้ด้วย ซึ่งมันจะกลายเป็นข้อผูกมัดว่าเราต้องทำตามที่พูด (ไม่ทำก็เสียสุนัข) หรือการตั้งเป้าหมายอย่างค่อยเป็นค่อยไป ถ้ายากไปเราก็จะทำไม่ได้และท้อ แต่ถ้าง่ายไป มันก็จะไม่ท้าทาย น่าเบื่อ ให้เริ่มที่พอดีๆ แล้วค่อยขยับไปทีละระดับ

    หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแปลจากเยอรมันเล่มแรกที่ผมเคยอ่าน เขียนออกมาในสไตล์ที่อ่านง่ายดี (คนแปลก็เก่ง) ตลอดเล่มอัดแน่นไปด้วยเนื้อหาที่มีประโยชน์ เรียกว่ามีแต่เนื้อ ไม่มีน้ำเลย ซึ่งตรงนี้ต่างจากหนังสือแปลของนักเขียนอเมริกันหลายท่าน ที่แม้จะมีประเด็นหลักที่น่าสนใจก็จริง แต่เขียนซะเป็นนวนิยายน้ำท่วมทุ่ง ทั้งๆที่ประเด็นเหล่านั้นเขียนรวมเป็นบทเดียวก็จบได้แล้ว

    คำถามสุดท้ายก็คือ อ่านหนังสือเล่มนี้จบแล้ว ทำให้ผมเปลี่ยนไปมั๊ย ผมว่า ผมลงมือทำอะไรทำมิอะไรมากขึ้นนะ แต่ก็ไม่ถึงกับหน้ามือเป็นหลังมือ (สงสัยต้องอ่านอีกหลายๆรอบ :sweeting:) ผมคิดว่าสุดท้ายแล้วก็ต้องอยู่ที่ตัวเองด้วยว่ามีความมุ่งมั่นแค่ไหน แต่ใครที่ถึงขั้นซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านก็เชื่อว่าน่าจะมีใจอยู่ระดับหนึ่งแล้วล่ะครับ และอย่างน้อยๆ สิ่งที่ได้แน่ๆ คือรู้ทันเจ้าตัวเขมือบมากขึ้น เมื่อรู้ทันมากขึ้น มันก็ทำงานได้ยากขึ้นแน่นอนครับ

    รีวิวสวน Haradani-en : สวยงาม ฉ่ำใจ

    ให้คะแนน:
    5/5,
    (สุดยอด)
    ข้อเด่น - สวยเฟร่อ
    - มีซากุระสายพันธุ์สีชมพูเยอะมาก ซึ่งไม่ค่อยได้เห็นทั่วไป
    ข้อด้อย - ต้องนั่งแท็กซี่ไปกลับ
    สวนนี้ตั้งอยู่บนเขา ทำให้ซากุระบานช้ากว่าที่อื่นๆในเกียวโต สวยงามมากครับ ถ้าจังหวะเวลาพอดี แนะนำมากๆครับ น่าจะเหมาะกับคนที่มาช่วงสงกรานต์พอดี ภายในสวนจะเป็นทางเดินวนไปวนมาซึ่งจะเห็นซากุระปลูกแน่นไปหมด ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์สีชมพู มีสีอื่นๆ และดอกไม้ประเภทอื่นแซมบ้าง เดินชม ถ่ายรูปเพลินเลยครับ

    อีกสิ่งที่ผมชอบคือ ภายในส่วนจะมีการจัดวางที่นั่งเป็นจุดๆ ให้นักท่องเที่ยวได้นั่งค่อยๆซึมซับความงามของซากุระแบบ slow life นอกจากนี้ภายในมีร้านขายขนมญี่ปุ่น เอามานั่งทานไปชมซากุระไปได้ เผื่อเวลาเที่ยวซัก ชั่วโมงกว่าๆ ถึง 2 ชั่วโมงครับ หรือใครอยากจะใช้เวลาค่อยๆดื่มด่ำกับความงามก็ไม่ว่ากัน

    การเดินทางที่สะดวกคือแท็กซี่ครับ ถ้านั่งมาจากวัด Ninnaji หรือ Kinkakuji (วัดทอง) ก็ไม่น่าเกิน 800 เยนครับ ขากลับก็มีคิวรอแท็กซี่ คือคนญี่ปุ่นที่มาเที่ยวที่นี่เค้าก็นั่งแท็กซี่มากันเยอะครับ เพราะฉนั้นไม่ต้องห่วงว่าไม่มีรถกลับ

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    ชมภาพและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กระทู้: ชวนเที่ยวสวน Haradani-en ณ เกียวโต


    รีวิวทั้งหมด ของทริปซากุระ 2015

    กระทู้แนะนำจุดชมซากุระ สำหรับคนไปช่วงสงกรานต์

    ซากุระในแถบ ตั้งแต่โตเกียวถึงเกียวโต ซึ่งคนส่วนใหญ่นิยมไปเที่ยวกันนั้น ปกติจะบานสวยที่สุดประมาณปลายเดือนมีนา ถึงต้นเดือนเมษา แต่ช่วงวันหยุดยาวของคนไทยคือสงกรานต์จะไปอยู่กลางเดือนเมษา เหมือนนรกชังหรือสวรรค์แกล้ง กว่าน้องอังจะเปิดใจ พี่โกก็จะจากไปซะแล้ว :desperate2: หลายคนจึงมักมีคำถามว่าช่วงสงกรานต์ไปดูซากุระที่ไหนดี ก็มักได้คำแนะนำจากผู้รู้ว่าขึ้นเหนือซิ แถบโทโฮขุ หรือ ฮอกไกโด ผมเองเมื่อปีที่แล้ว (ปี 58) ก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันครับ คือตอนแรกก็กะจะไปเที่ยวช่วงต้นเดือนเมษาเหมือนกันแหละ แต่ปรากฏว่าจองที่พักไม่ทัน ใครที่จะไปชมซากุระช่วงพีค แนะนำให้จองที่พักแต่เนิ่นๆนะครับ โดยเฉพาะคนที่ไปเป็นหมู่คณะหลายคน ที่พักยิ่งจองยากครับ ผมจองตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค. ที่อื่นไม่เท่าไหร่ แต่ที่เกียวโตเต็มหมดแล้วครับ แต่ผมก็ไม่อยากขึ้นไปทางเหนือ เพราะไม่ค่อยมีข้อมูลที่เที่ยวทางแถบนั้น สุดท้ายก็เลือกอีกทางเลือกที่ผู้รู้เค้าแนะนำ คือ ถ้าไม่ขึ้นเหนือ ก็ให้ขึ้นที่สูง (เพราะที่อากาศเย็นกว่า ซากุระก็จะบานช้ากว่า) กระทู้นี้ผมจึงขอเสนอทางเลือกอีกทาง ก็คือเที่ยวอยู่แถวๆ ระหว่าง โตเกียว กับ เกียวโตนี่แหละ แต่ขึ้นไปที่สูงแทน ผมคงต้องใช้เวลาค่อยๆ อัพเดทกระทู้หน่อยนะครับ เพราะวันๆผมมีอะไรต้องทำตั้งหลายอย่างครับ (ไหนจะต้องเล่นเกม ไหนจะต้องดูหนัง แล้วยังต้องนอนกลางวัน กับเดินช้อปปิ้งอีก 555 ล้อเล่นนะครับ)

    ก่อนอื่นเลย อยากบอกว่าที่เกียวโตมีชมซากุระสำหรับคนที่ไปสายอยู่หลายที่เหมือนกัน ดูในหน้าเว็บของ japan-guide.com ข้างล่างครับ
    Where to see cherry blossoms if you missed them in Kyoto?
    แต่สถานที่ส่วนใหญ่หน้าเว็บข้างบน ไปช่วงสงกรานต์ก็อาจสายไปแล้วนะครับ ถ้าไปซักประมาณวันจักรี น่าจะกำลังดี

    ส่วนที่ที่ผมกำลังจะแนะนำต่อไปนี้จะเป็นสถานที่ๆบานช้าไปอีกระดับนึง ช่วงสงกรานต์น่าจะมีโอกาสพอสมควร

    1.สวน Haradani-en (Kyoto)
    ไม่ค่อยได้ยินคนไทยพูดถึงสวนนี้เลย อาจเป็นเพราะซากุระที่สวนนี้จะบานช้า (อาจช้าที่สุดในเกียวโตก็ได้ เพราะอยู่บนเขา อีกทั้งการเดินทางไม่ได้สะดวกเท่าไหร่) ผมเองก็ได้รู้จักกับสวนนี้จากรายงานสถานการณ์ซากุระของ japan-guide.com พอได้ไปเห็นของจริงก็ไม่ผิดหวังครับ สวยมากๆ แม้ว่าวันที่พวกเราไปเที่ยวฝนจะตกพร่ำๆ ตลอด ทำให้การถ่ายภาพเป็นไปอย่างทุลักทุเลก็ตาม แต่ความสวยของซากุระสายพันธุ์สีชมพูที่หาดูได้ยาก (ส่วนใหญ่ที่เห็นจะเป็นพันธุ์สีขาว) ก็ทำให้พวกเราตื่นเต้นจนลืมเรื่องฝนไปเลย บนความโชคร้ายจากฝน ก็มีความโชคดี ที่เรามาช่วงเวลาที่ซากุระบานเต็มที่พอดี มองไปจะเห็นสีชมพูแน่นไปหมด ขนาดของสวนใหญ่ระดับกลางๆ แต่เดินไปสองสามก้าวก็ต้องหยุดถ่ายรูป ทำให้ใช้เวลาอยู่ที่นี่เป็นชั่วโมงเหมือนกันครับ

    รูปในกระทู้นี้ผมอัพขนาดเต็มจอไว้ คลิกหรือ นิ้วแตะที่รูป เพื่อย่อ-ขยายรูปได้ครับ
    Haradani-en2.jpg

    อ่านต่อ...

    รีวิวOur Little Sister เพราะเราพี่น้องกัน : มันไม่ใช่เรื่องราว แต่คือ ความรู้สึก

    ให้คะแนน:
    5/5,
    (สุดยอด)
    โดยปกติหนังมันจะต้องมีประเด็น หรือโจทย์หลัก เช่นมีปมบางอย่างให้ติดตามว่าจะลงเอยอย่างไร มีอุปสรรค์ให้ลุ้นว่าจะเอาชนะได้มั๊ย คนที่พลัดพรากจะได้พบกันมั๊ย คนดีจะชนะคนชั่วหรือไม่ แต่... สำหรับเรื่องนี้ ผมดูไปครึ่งชั่วโมงก็เริ่มถามตัวเองว่าประเด็นของหนังเรื่องนี้มันคืออะไรหว่า ดูไปชั่วโมงกว่า ก็ยังไม่รู้ จนผมเริ่มทำใจ และแล้วตอนจบของหนังเรื่องนี้ก็เป็นอย่างที่คาด คือไม่ได้มีบทสรุปอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะมันไม่มีโจทย์ตั้งแต่ต้น มันก็แค่เหมือนกับว่าเราได้นั่งเฝ้าดูชีวิตจริง ในห้วงเวลาหนึ่ง ของครอบครัวหนึ่ง ก็เท่านั้น

    แล้วทำไมให้ 5 ดาว?

    เพราะตลอดช่วงเวลา 2 ชั่วโมงที่ผมดู (และแอบตั้งคำถามเป็นระยะๆถึงประเด็นของหนัง) ผมไม่รู้สึกเบื่อเลย และพอถึงตอนจบ ผมก็รู้สึกว่า อิ่มเอม กับการที่ได้ดูหนังเรื่องนี้

    เพราะมันไม่ใช่เรื่องราว แต่คือ "ความรู้สึก"

    แม้ว่าเรื่องราวที่หนังเล่าจะไม่ได้หวือหวาอะไร แต่ผู้ชมจะไม่ได้เพียงแค่รับรู้เรื่องราว แต่จะเข้าถึงความรู้สึกของตัวละครเลยทีเดียว ผมรับรู้ได้ถึงความรู้สึกรักและเอ็นดู ที่บรรดาพี่สาวมีต่อน้องเล็กคนใหม่ได้ ส่วนน้องเล็กก็ทำให้ผมรู้สึกได้ถึงความเป็นเด็นที่น่ารัก แต่ก็เข้มแข็งไปพร้อมๆกัน ผมคิดว่านี่เป็นเสน่ห์เฉพาะของหนังญี่ปุ่นนะ เพราะเห็นมาหลายเรื่องแล้ว คือฉากเรื่องราวเล็กๆธรรมดาๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่นการกินข้าวด้วยกัน พูดคุยหยอกล้อกัน ก็ทำให้ผู้ชมเข้าถึงไออุ่นของความเป็นครอบครัวได้ ยังมีฉากเรียบๆธรรมดาๆแบบนี้ตลอดเรื่องที่ถ้าเป็นหนังของประเทศอื่น ผมคงรู้สึกเบื่อ แต่หนังญี่ปุ่น โดยเฉพาะเรื่องนี้สามารถดึงความรู้สึกของผู้ชมไว้ได้ตลอด

    ลูกสาวทะเลาะกับแม่ แต่สุดท้าย ก็คืนดีกัน ลูกอุตส่าห์วิ่งเอาเหล้าหมักไปให้แม่ที่สถานีรถไฟ ถ้าปกติจบแค่นี้ ผู้ชมก็จะได้ "รับรู้เรื่องราว" ว่าลูกจริงๆก็ยังรักแม่อยู่นะ แต่เรื่องนี้จะมีฉากเล็กๆต่อท้าย คือ พอรถไฟออกไปแล้ว ลูกสาวยังพยายามชะเง้อมองว่าแม่ขึ้นรถไฟไปเรียบร้อยหรือเปล่า ฉากเล็กๆแค่นี้ แต่มันถ่ายทอดให้เรา "เข้าถึงความรู้สึก" ของลูกที่มีต่อแม่ได้

    การเล่าเรื่องราวเรียบๆ ง่ายๆ แต่ตรึงความรู้สึกของผู้ชมไว้ได้ตลอดเรื่องผมว่าไม่ธรรมดาเลย

    สำหรับหนักแสดง ก็แสดงกันได้ดีเกือบทุกคน ทำให้รู้สึกได้ถึง บุคลิกของตัวละครแต่ละตัวได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะ พี่คนโต ที่ทั้งเป็นผู้นำ ทั้งอบอุ่น เป็นทั้งพี่และแม่ในตัว และน้องคนเล็กที่ทั้งสดใสร่าเริง ดูเข้มแข็ง แต่ก็ซ่อนปมบางอย่างไว้ในใจ


    ดูจบผมถามตัวเองว่า อยากชวนให้คนในครอบครัว ดูเรื่องนี้มั๊ย? อยาก อยากมากมั๊ย? อยากมาก นี่คือเหตุผลที่ให้ 5 ดาวครับ

    ถ้าดูไปซักครึ่งชั่วโมงแล้ว คุณยังเข้าไม่ถึงความรู้สึกของหนัง ผมคิดว่าอาจไม่จำเป็นต้องดูต่อ หนังเรื่องนี้อาจไม่ใช่สไตล์ของคุณครับ

    กระทู้ไปเที่ยว พัก อพาร์ทเม้นท์ : สบายกว่าโรงแรม ถูกกว่า โฮสเต็ล

    วันนี้ขอมาเสนอเทคนิคในการท่องเที่ยวที่ช่วยให้ทั้งประหยัด แต่กลับกินอยู่กันอย่างสบายๆยิ่งกว่าเดิม เป็นเทคนิคที่เหมาะกับการท่องเที่ยวในประเทศที่ค่าครองชีพสูงๆ เช่น ญี่ปุ่น หรือยุโรป ครับ

    หัวข้อว่า ถูกกว่าโฮสเต็ล ความจริงก็ไม่ได้ถึงกับถูกขนาดนั้นทุกครั้ง ทุกกรณีหรอกนะครับ แต่เท่าที่ประสบมารู้สึกว่าราคาคุ้มค่ามากเลย เมื่อเทียบกับพื้นที่ใช้สอย ความสะดวกสบายที่ได้รับ รวมถึงค่าอาหารที่ประหยัดได้อีก ยกตัวอย่างเช่น ห้องอพาร์ทเม้นท์ข้างล่าง เป็นที่พักปักหลักของพวกเรา สำหรับทริปใบไม้เปลี่ยนสีที่เกียวโตเมื่อ 3 ปีก่อน

    รูปในกระทู้นี้ผมอัพขนาดเต็มจอไว้ คลิกหรือ นิ้วแตะที่รูป เพื่อย่อ-ขยายรูปได้ครับ
    kyoto-apartment.jpg

    ห้องนี้พักได้สูงสุด 4 คน พื้นที่กว้างขวาง ห้องน้ำในตัว เครื่องซักผ้าแบบปั่นแห้งไม่ต้องตาก มีครัว โต๊ะอาหาร ไมโครเวฟ และสำคัญที่สุด หม้อหุงข้าว (ตัวการแห่งการประหยัด) และอยู่ห่างจากสถานีรถใต้ดิน เพียง 50 เมตร

    เรท 3 คนของห้องนี้ 17,xxx เยน ต่อคืน เท่านั้น ซึ่งราคานี้ ถ้าจะหาที่เป็นโรงแรม ก็อาจพอมีแต่หายากนิดนึง (แน่นอนว่าไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ไล่เรียงข้างบน) และได้เป็นห้องแคบๆ หรือถ้าเป็น Hostel ก็อาจมีถูกกว่านี้ แต่เป็นห้องแบบเตียง 2 ชั้น ไม่มีห้องน้ำในตัว ครัวถ้ามีก็ต้องเป็นของส่วนรวมเช่นกัน

    ขอยกอีกตัวอย่างนึง ข้างล่างนี้เป็นห้องที่เมืองเล็กๆที่ชื่อว่า Grindelwald ใครที่เคยไปเที่ยวสวิสคงรู้จักเมืองนี้ดี

    grindelwald-apartment.jpg

    ห้องนี้ยิ่งกว่าอีกครับ เป็นห้องสูท แบ่งเป็นส่วนห้องนอน และส่วน living ซึ่งก็มี โซฟาตัวใหญ่ (นอนเพิ่มได้อีกคน) โต๊ะอาหาร ครัวใหญ่มาก อุปกรณ์ทำอาหารทุกอย่างครบ เตาอบ เตาไมโครเวฟมีหมด แม้กระทั้งเครื่องล้างจาน

    พวกเราได้เปิดหู เปิดตากับเครื่องล้างจาน ก็คราวนี้แหละครับ ใช้แล้วถึงได้รู้ว่ามันสะดวก และสะอาดมากๆ อยากซื้อมาใช้ที่บ้านแต่ดันไม่มีที่ตั้ง

    บ้านคนไทย คงมีน้อยคนที่จะมีเตาอบในบ้าน แต่ถ้าไปยุโรปเค้าจะมีเตาอบกันเกือบทุกบ้าน ดังนั้นก่อนไป คิดเผื่อไว้ก่อน ว่าจะทำอาหารอะไรด้วยตาอบก็ดีครับ ส่วนพวกเราก็ไปเรียนรู้หน้างานเอา :shy:

    ที่สำคัญทีสุด วิวจากหน้าห้อง เป็น Mountain View เต็มๆ ภูเขามันอยู่ใกล้มาก จนเวลาเห็นทีไรผมต้องถามตัวเองว่า มันอยู่ตรงนั้นจริงๆเหรอ คือถ้าอยู่เมืองไทยได้ห้องวิวขนาดนี้ราคาไม่รู้คืนละกี่หมื่นครับ

    เปิดประตูห้องมา ก็เจอแบบนี้เลยครับ ถ้าเทียบกับเมืองไทย เวลาไปเที่ยวทะเลจะพักแบบ Beach Front ราคาไม่รู้กี่หมื่น แต่ที่นี่ราคาแค่ 4 พันกว่าเอง
    view1.jpg view2.jpg view3.jpg


    เรทห้องนี้อยู่ที่ 100 - 140 CHF ต่อคืน ขึ้นกับช่วงเวลาที่เราไป ลองเทียบกับ เรทของ b&b ที่เมือง Interlaken คนไทยรู้จักกันดีชื่อ Rugenpark เรทห้อง tripple ของเค้าอยู่ที่ 140 - 165 CHF ซึ่งได้แค่ห้องนอนกับห้องน้ำส่วนตัวนะครับ ครัวต้องไปใช้รวมกับคนอื่น และแน่นอนไม่มีวิวอลังการแบบนี้

    อ่านต่อ...

    รีวิวThe Martian กู้ตาย 140 ล้านไมล์ : สุดยอดภาพยนต์แห่งปี 2015

    ให้คะแนน:
    5/5,
    (สุดยอด)
    ข้อเด่น - สร้างแรงบันดาลใจ ตัวอย่างของการไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค์
    งานถ่ายทำยอดเยี่ยม ภาพสวย
    ข้อด้อย - ถ้าบิ้วอารมณ์ได้มากกว่านี้ก็จะดี
    ผมอาจไม่ได้ดูหนังมากมายอะไร แต่ในบรรดาหนังในปี 2015 ที่บังเอิญได้ดู ผมยกให้เรื่องนี้เป็นอันดับ 1 เลยครับ

    ถ้าพูดถึงความสนุกของเรื่องนี้ ก็มาจากการที่ได้คอยเอาใจช่วยพระเอกว่าจะมีวิธีเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์ที่แทบจะสิ้นหวัง คือโดนทิ้งอยู่บนดาวอังคารคนเดียว และมีทรัพยากรที่จำกัดอยู่ได้อีกเพียงไม่นาน สื่อสารกับใครก็ไม่ได้เลย ใครๆก็คิดว่าเขาตายไปแล้ว (แปลว่าจะไม่มีทีมมาช่วยเหลือ) แต่เขาก็ค่อยๆแก้ปัญหาไปทีละเปราะ และพอถึงตอนจบ เราก็จะเข้าใจถึงสิ่งที่หนังเรื่องนี้พยายามจะสื่อ ที่จริงเรื่องของ ดาวอังคาร ทีมสำรวจ อวกาศ นาซ่า พวกนี้เป็นเสมือนแค่บรรจุภัณฑ์สวยๆ ที่ใช้ในการส่งต่อ "ของมีค่า" ชิ้นหนึ่งมาให้ผู้ชม นั่นคือ "แรงบันดาลใจ" ว่า "อย่ายอมแพ้" ไม่ว่าอุปสรรคนั้นจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม อยากให้ทุกคนตั้งใจฟังคำพูดของตัวละครในตอนจบให้ดี (ในคลาสเรียนของนักบินอวกาศ) สรุปสิ่งนี้ไว้ได้อย่างดีเยี่ยม

    การจบของเรื่องก็เป็นการจบที่น่าประทับใจครับ โดยปกติหนังที่จบดี หายากครับ ส่วนใหญ่ตอนจบมักจะเป็นส่วนที่โดนหักคะแนน แต่เรื่องนี้จบได้แบบลุ้นสนุกมาก

    สิ่งเล็กๆน้อยๆ อีกเรื่องที่ผมสังเกตเห็นและชอบมาก คือ การที่เขียนบทให้องค์การอวกาศของจีนยื่นมือเข้ามาช่วยด้วย รวมถึงภาพคนจีนมากมายที่ร่วมลุ้นเอาใจช่วย มันสะท้อนถึงมุมมองของคนอเมริกัน (หรืออย่างน้อยก็ผู้สร้างหนัง) ต่อจีน หรือคนอื่นที่แตกต่างจากตน ที่เริ่มเป็นไปในทางบวกมากขึ้น เข้าใจกันมากขึ้น

    โดยสรุปแล้ว เรื่องนี้ "ต้องดู" ครับ

    รีวิววัดคิโยะมิซุ (วัดน้ำใส) : ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง

    ให้คะแนน:
    4/5,
    (แนะนำ)
    ข้อเด่น - เป็นวัดใหญ่ มีพื้นทีอาณาบริเวณกว้างขวาง ปลูกต้นไม้ร่มรื่น
    - เหมาะชม ทั้งใบไม้เปลี่ยนสี และ ซากุระบาน
    - เส้นทางเดินก่อนถึงตัววัดมีร้านค้ามากมาย เป็นแหล่งซื้อของฝากที่ดี
    สมัยตอนที่มาเที่ยวเกียวโตครั้งแรก ด้วยเหตุผลบางอย่าง พวกเราเกือบตัดวัดนี้ออกจากแผนกลางคันแล้ว โชคดีที่สุดท้ายไม่ได้ตัด ไม่งั้นคงต้องมานั่งเสียดายทีหลัง วัดนี้เป็นวัดใหญ่ ต่างจากวัดส่วนใหญ่ในเกียวโตที่เป็นวัดเล็กๆ รอบๆวัดก็มีปลูกต้นไม้ร่มรื่นมาก หลังจากเบียดนักท่องเที่ยวอื่นๆขึ้นไปชมวิวจากระเบียงใหญ่ของวัดแล้ว อย่าลืมลงมาเดินบริเวณด้านล่างของวัดด้วย ตรงส่วนนี้นอกจากร่มรื่นแล้ว ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวมาเดินด้วย มีที่นั่งให้นั่งดื่มด่ำบรรยากาศร่มรื่น เงียบสงบดี ตอนที่พวกเราไปเป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสี สวยครับ แต่อาจไม่แดงแจ๊ดละลายใจเหมือนบางจุด

    ในส่วนทางเดินขึ้นไปที่วัด ไม่ต้องห่วงว่าจะรู้สึกไกลครับ เพราะมีร้านค้าขายของฝาก และ ขนมต่างๆมากมายตลอดทาง พวกร้านขายขนมมักจะเตรียมตัวอย่างให้ชิม ถ้าใครชอบกินขนมแบบพวกเรา ได้ชิมจนอิ่มแน่ :emb2::shy: ถ้ามาเช้าๆ ร้านต่างๆอาจยังไม่เปิด ก็ไปเที่ยววัดก่อน ออกมาค่อยมาเดินเล่นก็ได้

    วัด Kiyomizu ยังเป็นส่วนหนึ่งของ Higashiyama Walk หรือเป็นเส้นทางเดินเที่ยวที่สามารถทะลุไปถึง แถวสวนสาธารณะ Maruyama และ ย่าน Gion ด้วย ระหว่างทางก็ได้ผ่าน วัด/ศาลเจ้านู่นนี่นั่น และบ้านเรือนของคนแถวนี้ก็ออกแบบตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นเก๋ไก๋ เดินถ่ายรูปเพลินๆครับ ดังนั้นควรวางแผนมาเที่ยววัดนี้ช่วงเช้า แล้วเผื่อเดินไปถึงย่าน Gion ช่วงเย็น กินข้าวแล้ว ไปรอส่องเกอิชากับไมโกะที่นั่น (แผนนี้สำหรับคนเดินช้า เที่ยวช้า ถ่ายรูปเยอะ นั่งพักบ่อยนะครับ) เฉพาะตัววัดกับร้านค้าด้านนอกก็เผื่อเวลา 2-3 ชั่วโมงครับ (อันนี้แล้วแต่ว่าจริงจังกับการชิมขนมแค่ไหน)

    พาชมสวนด้านล่างวัด
    IMG_4689.jpg


    อ่านต่อ...

    รีวิวEx Machina พิศวาสจักรกลอันตราย : ไม่ใช่หนัง AI แบบทั่วๆไป

    ให้คะแนน:
    4/5,
    (แนะนำ)
    ข้อเด่น - เป็นหนัง Sci-fi ที่เน้นเรื่องของบทมากกว่าฉาก Action, CG
    - ผู้ชมได้คิดตามตลอดเวลา ไม่น่าเบื่อ
    - การถ่ายภาพ การจัดแสง ออกมาละเมียดละไม
    ข้อด้อย - บทพูดที่เกี่ยวกับทฤษฏีความฉลาดของ AI เร็วไปหน่อย บางครั้งจับใจความไม่ทัน
    ผมเห็นโปสเตอร์หนังเรื่องนี้มานานแล้ว แต่มองผ่านๆไปครับ เพราะคิดว่าเป็นพวกหนัง Sci-fi ตามกระแสตลาด เกรดรองๆ เพราะไม่ค่อยมีคนพูดถึง จนกระทั่งวันก่อนเห็นมีกระทู้หนึ่งในพันทิพย์ "10 ภาพยนต์ยอดเยี่ยมของนิตยสาร Time" และมีเรื่องนี้ติดโผอยู่ด้วย ไม่รอช้าครับ ผมรีบไปหามาดู แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ

    ถ้าใครคาดหวังจะได้ดูหนัง Action Sci-fi แบบ i Robot ตื่นเต้นลุ้นตลอดเรื่อง เรื่องนี้คงไม่ใช่ครับ เรื่องนี้เป็นหนังที่เน้นบท (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าดราม่า ได้หรือเปล่านะครับ) ตลอดเรื่องมีแต่บทพูด แต่มันไม่น่าเบื่อ เพราะหนังมันทำให้เราต้องคิด และตั้งคำถามไปตลอดเรื่อง ผมดูไปก็นั่งคิดไป หรือจะเป็นอย่างงี้ หรือจะเป็นอย่างงั้น อันนี้จริงมั๊ย หรืออันนี้หลอก ผมพยายามคิดไปถึงการหักมุมแบบสุดๆ แต่ผู้กำกับอย่างกะรู้ว่าผมคิดอะไร อุตส่าห์มีฉากเฉลยให้ด้วยว่าที่ผมคิดอ่ะมันไม่ใช่

    เรื่องเล็กๆน้อยๆเพิ่มเติม ที่ผมชอบ
    - บ้านพักตากอากาศที่ทำอยู่ติดกับน้ำตก ไอเดียกระฉูด ผมก็เคยฝันถึงบ้านแบบนี้อยู่เหมือนกัน
    - หุ่นยนต์ตัวเอก ดูมีเสน่ห์ดี
  • เกี่ยวกับ

    เป็นคนชอบใช้เวลาว่าง ดูหนัง ดูซีรีย์ เล่นเกมบ้างบางครั้งครับ แต่สิ่งที่ล่อเลี้ยงชีวิตอยู่ทุกวันนี้ก็คือการออกท่องเที่ยวปีล่ะ 1-2 ครั้ง ส่วนใหญ่ไปเที่ยวต่างประเทศมากกว่า เพราะอยากไปเห็นอะไรที่แตกต่างครับ

    เป็นคนช่างเลือกพอสมควร จะให้ 5 ดาวไม่ใช่เรื่องง่ายๆนะครับ ยกตัวอย่างเช่น สถานที่ๆว่าสวยนั้น ผมแบ่งเป็น 2 ระดับ คือระดับที่ๆความสวยรับรู้ได้แค่ตา และอีกระดับคือความสวยนั้นรู้สึกเข้าไปถึงใจเลย ซึ่งการเยี่ยมเยือนสถานที่เหล่านี้นี่แหละครับคือช่วงเวลาที่แสนวิเศษของชีวิต

    รสนิยมการท่องเที่ยวคือวางแผนและไปกันเอง ไปกับพี่สาวและคุณพ่อเป็นส่วนใหญ่ เมื่อออกทริปหลายๆครั้ง เราก็เริ่มรู้จักรสนิยมของตัวเองมากขึ้น คือนอกจากจุดหมายต้องสวยจับใจแล้ว การเดินทาง ที่พักก็ต้องสะดวกสบายด้วยครับ มันถึงจะสามารถเติมเต็มให้เป็นประสบการณ์ที่น่าจดจำ อย่างไรก็ตามเรายังเลือกที่จะท่องเที่ยวอย่างประหยัดด้วย ทริปแต่ละครั้งของเราถูกกว่าไปกับทัวร์แน่นอนครับ