1. นี่มันเว็บอะไรกัน??? ทำความรู้จักคร่าวๆกับ รีวิวบุรี คลิกเลย

กล้าที่จะถูกเกลียด

คะแนนเฉลี่ย:
4.5/5,
คำบรรยาย:
หนังสือกล้าที่จะถูกเกลียด

เขียนโดยคิชิมิ อิชิโร และ โคละ ฟุมิทะเกะ สำนักพิมพ์วีเลิร์น

รหัสหนังสือ ISBN 978-616-287-142-9 ราคา 240 บาท
[​IMG]



[​IMG]

แบ่งปันหน้านี้

คุณล่ะ? ให้กี่ดาว เลือกเลย ➜:
/5,
  1. Mr.001
    ให้คะแนน:
    4/5,
    (แนะนำ)
    "โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน"
    ข้อเด่น - ให้แง่คิดในหลายๆเรื่อง ที่ทำให้รู้เท่าทันตนเองมากขึ้น
    - รูปแบบการเขียนอ่านง่ายเหมือนนวนิยาย
    ข้อด้อย - หลายๆประเด็น ต้องตีความ ความหมายของผู้เขียนอย่างระมัดระวัง
    - ประเด็นต่างๆมีการโยงต่อกันไปเรื่อยๆ อาจทำให้สับสนได้
    - มีความสับสน และขัดแย้งกันเองในบางประเด็น
    เล่มนี้เปิดมาก็สร้างความประหลาดใจด้วยการเข้าเนื้อหาตั้งแต่หน้าแรกเลย พออ่านไปซักพักจึงจะเจอสารบัญ ส่วนคำนำเค้าเอาไปใส่ไว้ตอนท้ายแล้วเรียก “บทส่งท้าย” แทน

    รูปแบบการเขียนก็ใช้เทคนิคเหมือนเขียนนิยาย ที่เริ่มเรื่องด้วย ชายหนุ่มเลือดร้อนบุกไปหานักปราชญ์ที่มีแนวคิดแปลกๆ(ในสายตาของชายหนุ่ม) ถึงที่บ้าน แนวคิดที่ว่าก็คือโลกนี้เรียบง่าย ทุกคนไม่จำเป็นต้องมีความทุกข์ และสามารถมีความสุขได้ตั้งแต่วันนี้ ชายหนุ่มประกาศว่าจะหักล้างแนวคิดนี้ให้จงได้ หากทำไม่ได้จะยอมคุกเข่าขอเป็นศิษย์ของนักปราชญ์ แต่หากหักล้างได้จะขอให้นักปราชญ์คุกเข่าให้เขาแทน จากนั้นผู้เขียนก็เริ่มถ่ายทอดเนื้อหาต่างๆผ่านบทสนทนาระหว่าง ชายหนุ่ม กับ นักปราชญ์

    การเริ่มเรื่องที่เร้าใจแบบนี้ ไม่แปลกใจเลยที่หนังสือเล่มนี้ติดอันดับหนังสือขายดี

    แต่...ช้าก่อน การที่ผู้เขียนใช้เทคนิคการเขียนที่แหวกแนวแบบนี้ ความจริงแล้วไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง อันเนื่องมาจากเนื้อหาที่ค่อนข้างขัดกับความความคิดของหลายๆคน ถ้าเขียนแบบหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊คทั่วไปมีหวังขายไม่ออกแน่ๆ ตัวละครชายหนุ่มในหนังสือก็จะคอยทำหน้าที่เป็นปากเป็นเสียงแทนคนอ่านในยามที่นักปราชญ์นำเสนอแนวคิดที่ขัดใจอย่างสุดขั้ว “บ้าไปแล้ว ใครจะคิดแบบนั้น” “ไม่จริงครับ อย่างไงก็ไม่จริงแน่นอน” “เหลวไหลสิ้นดี” ฯลฯ คำพูดเหล่านี้ของชายหนุ่ม เป็นการระบายความรู้สึกแทนผู้อ่าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้อ่านยังทนอ่านต่อไปได้ นี่จึงถือเป็นการใช้จิตวิทยาในการเขียนหนังสือที่มีชั้นเชิงทีเดียว

    เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร
    ก็ว่าด้วยว่าแนวคิดว่า ความสุข ความทุกข์ เกิดจากอะไร
    แล้วทำอย่างไรจึงจะพบความสุข และหลีกเลี่ยงความทุกข์ ใครเป็นชาวพุทธคงรู้สึกคุ้นๆ (ความจริงแล้วมุมมองหลายอย่างก็มีส่วนสอดคล้องกันด้วย) ซึ่งแนวคิดเหล่านี้เป็นของนักจิตวิทยาคนหนึ่งที่ชื่อว่า แอดเลอร์ นักคิดในยุคเดียวกับ ซิกมันด์ ฟรอยด์ แต่ทั้งสองมีแนวคิดที่ขัดแย้งกันอยู่หลายกรณี และดูเหมือนแนวคิดของแอดเลอร์จะไม่ค่อยได้รับการยอมรับในวงกว้างเหมือนฟรอยด์

    แนวคิดที่ดูจะไม่ Make Sense ในตอนแรก
    สำหรับตัวผมเองซึ่งเป็นคนหัวรั้น และชอบตั้งคำถามกับเรื่องต่างๆ ต้องยอมรับว่า หยุดอ่านหนังสือเล่มนี้ไป 2 ครั้ง ครั้งแรกเพราะรับแนวคิดเรื่องหนึ่งไม่ได้ ส่วนอีกครั้งเพราะรู้สึกเบื่อ (ก่อนที่จะกลับมาอ่านต่อจนจบเพราะหาอะไรอ่านไม่ได้) แต่หลายๆเรื่องที่ดูว่าไม่สมเหตุสมผลนั้น ถ้าลองไตร่ตรอง และตีความดีๆ ก็จะเข้าใจได้ครับ

    ผมขอยกตัวอย่างซัก 2 แนวคิด ที่อ่านครั้งแรกรู้สึกไร้เหตุผลสิ้นดี แต่ถ้าลองตีความดีๆ ก็จะพบว่ามันก็มีเหตุมีผลรองรับอยู่เหมือนกัน

    แนวคิดการแยกแยะธุระของแต่ละคนออกจากกันอย่างชัดเจน: ธุระของพ่อแม่มีเพียงแค่ส่งเสริมให้เด็กเรียนหนังสือ แต่ถ้าเด็กจะไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ ก็ถือเป็นธุระของเด็กเอง ถ้าพ่อแม่ไปเคี่ยวเข็ญให้ลูกตั้งใจเรียนก็ถือเป็นการก้าวก่ายธุระของเด็ก

    ประเด็นนี้คือจุดที่ทำให้ผมหยุดอ่านในครั้งแรก ก็น่าจะรู้ๆอยู่ว่าเด็กก็คือผู้ที่ “ยังไม่บรรลุนิติภาวะ” กฏหมายจึงกำหนดให้ “ผู้ปกครอง” เป็นผู้ช่วยตัดสินใจในเรื่องต่างๆแทนเด็ก เพราะถ้าขืนให้เด็กเลือกเอง เชื่อว่า 99% คงจะเลือกเล่นเกมมากกว่าไปโรงเรียน ผมจึงรับไม่ได้กับแนวคิดด้านบน แต่เมื่อมานอนคิดดู แนวคิดนี้จะใช้ได้ทันทีถ้าอีกฝ่ายไม่ใช่เด็ก เช่นเป็นพ่อแม่หรือคนในครอบครัว บางทีท่านเจ็บป่วย เราก็พยายามจะพาท่านไปหาหมอ ท่านก็ดื้อรั้นที่จะไม่ไป ต่อให้เถียงกันจนหน้าดำหน้าแดงท่านก็ไม่ไป ในกรณีนี้แนวคิดการแบ่งแยกธุระก็สามารถนำมาใช้ได้ ก็คือเราต้องรู้จักปล่อยวางบ้าง ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ศาสนาพุทธสอนไว้ ผมคิดว่าผู้เขียนพลาดที่นำเรื่องของเด็กมาเป็นตัวอย่าง

    แนวคิดใช้ชิวิตเหมือนเต้นรำ: ชีวิตวางแผนไม่ได้ จงใช้ชีวิตเหมือนการเต้นรำที่เกิดขึ้นตามจังหวะเพลงไปเรื่อยๆในแต่ละวินาที ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

    อ่านแว็บแรกก็ทะแม่งๆล่ะ เพราะในชีวิตผมผ่านบทเรียนขมๆมาหลายครั้ง จากการทำอะไรโดยไม่วางแผนให้ดีก่อน ถ้าพูดถึงการเต้นรำ ผู้เต้นก็ต้องเลือกเพลงก่อนถึงจะเต้นได้ เพลงนั้นก็คือแผนสำเร็จรูปที่ผู้เต้นเลือกที่จะทำตามแผนนั้น แต่ถ้าพิเคราะห์ให้ดีๆ ผมคิดว่าผู้เขียนไม่น่าจะหมายความถึงขนาดว่าไม่ต้องวางแผนอะไรเลย ในช่วงหนึ่งของเนื้อหาส่วนนี้ กล่าวไว้ว่า “บางคนอยากเป็นนักไวโอลิน ฝึกไปฝึกมาก็ได้เป็นนักไวโอลินอาชีพไปเสียอย่างนั้น” จากข้อความนี้ เท่ากับผู้เขียนยอมรับว่าต้องมีเป้าหมาย คือการเป็นนักไวโอลลิน ทีนี้ถ้าไม่มีไวโอลิน ก็ต้องทำงานเพื่อหาเงินซื้อไวโอลินให้ได้ก่อน หรือจะไปหยิบยืมใครมา จากนั้นก็ฝึกซ้อม จะให้ดีต้องหาครูสอน ทั้งหมดนี้คือ “แผนการ” ในตัวของมันเองอยู่แล้ว ผมจึงตีความว่าผู้เขียนน่าจะหมายความว่า มีแผนการ แต่ให้เน้นที่การทำปัจจุบันให้ดีที่สุด โดยไม่ต้องกังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึงมากเกินไป มากกว่า

    ประเด็นที่มีความขัดแย้งกันเอง
    มีประเด็นนึงในหนังสือที่ผมพบว่ามีความขัดแย้งกันเองอยู่ (ซึ่งอาจเป็นเพราะผมยังไม่เข้าใจทฤษฏีอย่างถ่องแท้ก็ได้) นั่นคือในแนวคิดที่ว่าให้แบ่งแยกธุระให้ชัดเจน ของใคร ของมัน ซึ่งการที่ใครซักคนจะคิดว่า “นั่นเป็นธุระของคุณ ฉันไม่เกี่ยว” ความสัมพันธ์จะต้องมีระยะห่างพอสมควร เพราะเมื่อใดที่ความสัมพันธ์ลึกซึ่งจนถึงขั้นที่เรียกว่า “รัก” กันแล้ว เช่น คนในครอบครัวเดียวกัน ที่คุณแคร์เค้า และเค้าก็แคร์คุณ ถึงตอนนั้นจะเป็นจุดที่คนเริ่ม “แชร์ธุระซึ่งกันและกัน” คุณจะไม่สามารถบอกว่า “ฉันจะทำอะไรกับชีวิตฉันก็เป็นธุระของฉัน” เพราะอะไรก็ตามที่เกิดกับชีวิตคุณ มันจะส่งผลต่ออีกคน เพราะเขาแคร์คุณ และคุณก็จะไม่อยากให้เขาได้รับผลกระทบที่ไม่ดีนั้น เพราะคุณแคร์เขาเช่นกัน นั่นแปลว่าถ้าใครอยากแบ่งแยกธุระกันอย่างชัดเจน จะต้องไม่สร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง (แค่ลำพังแนวคิดนี้ผมก็สงสัยว่า นั่นคือวิถีที่มนุษย์ควรเดินไปหรือไม่ เพราะมันทำให้เรากลายเป็นคนไร้หัวใจอยู่นะ) อย่างไรก็ตามในตอนท้ายๆของหนังสือกลับนำเสนอแนวคิด การเชื่อใจอย่างไม่มีเงื่อนไข เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ตรงจุดนี้ผมจึงยังไม่เข้าใจ และรู้สึกว่าดูจะขัดแย้งกันเองอยู่

    ข้อแนะนำเพิ่มในการอ่าน
    เนื่องจากหนังสือเขียนในลักษณะบทสนทนาที่ต่อเนื่อง ดังนั้น ต้องอ่านไล่ตั้งแต่ต้นตามลำดับจนจบ จะเปิดอ่านข้ามหัวข้อไม่ได้ และประเด็นต่างจะมีการโยงต่อๆกันไป บางครั้งอาจทำให้สับสนได้ แนะนำว่าควรวาด Mind Map ประกอบกันไปด้วย (ความจริงหนังสือน่าจะทำให้เลยนะ)

    ใครควรอ่านหนังสือเล่มนี้
    • คนที่อยู่ในภาวะสับสนในตัวเอง หาที่ทางของตัวเองไม่เจอ ไม่รู้จะไปทางไหนดี

    • คนที่สนใจเรื่องปรัชญาชีวิต เช่น ชอบคิดว่า คนเราเกิดมาเพื่ออะไร ความสุขที่แท้คืออะไร ทำไมจึงมีความทุกข์ ฯลฯ
    คนอื่นๆนอกเหนือจากนี้ อ่านแล้วอาจเบื่อได้ครับ

    ใครที่ไม่ควรอ่านหนังสือเล่มนี้
    • คนที่หัวอ่อน เชื่อคนง่าย หรือผู้เยาว์ที่ยังตีความสิ่งต่างๆแบบตรงๆ บางทีอีกฝ่ายเพียงแค่กำลังแสดงความคิดเห็น แต่คนกลุ่มนี้เอามายึดเป็นข้อเท็จจริงเลย ถ้าแบบนี้ไม่ควรอ่าน เพราะหนังสือเล่มนี้ต้องใช้การคิดวิเคราะห์ และตีความอย่างหนักหน่วงพอสมควร
    ได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้
    ความจริงหนังสือมีประเด็นแง่คิดที่น่าสนใจหลายอย่าง ใครจะได้อะไรคงแล้วแต่ภาวะของแต่ละคนที่แตกต่างกัน แต่สำหรับตัวผมเอง สิ่งที่คิดว่าได้มากที่สุด คือผู้เขียนได้ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่ผู้คน (รวมถึงตัวเราเอง) มักนำมาใช้เป็นเหตุผลในสิ่งที่ตัวเองเป็น หรือ สิ่งที่ทำ บางครั้งมันเป็นเพียงข้ออ้างที่ใช้หลอกตัวเองเท่านั้น ซึ่งประเด็นนี้ทำให้รู้สึกว่าต้องมองสิ่งต่างๆอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
คุณล่ะ? ให้กี่ดาว เลือกเลย ➜:
/5,

แบ่งปันหน้านี้